เค้กที่สวยที่สุดในโลก

   

    

วีดีโอการทำเค้กวันเกิดสุดหรรษา

วิธีการแต่งหน้าเค้ก

การแต่งหน้าเค้กนั้นถือว่าเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งเลยทีเดียว   เพราะการแต่งหน้าเค้กนั้นต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ค้นคว้าหาสิ่งใหม่ๆมาประยุกต์ใช้และตกแต่งหน้าเค้กได้อย่างสวยงาม  การที่จะเป็นผู้มีฝือมือ  และผู้เชี่ยวชาญทางศิลปะแขนงนี้จำเป็นที่จะต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างสูง   เพราะต้องอาศัยเวลา   ความรู้และที่สำคัญคือต้องมีใจรักในสิ่งที่ทำอยู่ด้วย  ถ้าขาดความรักในสิ่งที่ทำตรงหน้าต่อให้มีความสามารถเพียงใด  ผลที่ออกมาย่อมเทียบกับสิ่งที่ทำออกมาด้วยใจไม่ได้เลย   มีช่างทำขนมเป็นจำนวนมากที่ทำขนมเค้กได้อร่อย แต่ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการแต่งหน้าเค้ก อาจจะเป็นเพราะขาดความรู้     ประสบการณ์ที่มีส่วนจำเป็นในการแต่งหน้าเค้ก  การที่จะเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในการตกแต่งหน้าเค้กนั้นจำเป็นที่จะต้องมีความรู้พื้นฐานซึ่งจะช่วยให้ผู้ทำประสบความสำเร็จในศิลปะแขนงนี้

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการแต่งหน้าเค้ก  คุณควรจะมีความรู้ในเรื่องการผสมสีบ้าง อาจจะไม่ต้อง เชี่ยวชาญมากนัก แต่พอรู้เรื่องของแม่สีบ้างก็ดี   เพราะหน้าเค้กที่สวยงามเกิดจากการผสมสีที่ลงตัว และสมจริง

  • ควรมีความรู้เกี่ยวกับครีมแต่งหน้าเค้ก  การเตรียมพร้อมก่อนตกแต่ง  การผสมส่วนผสมที่ถูกต้อง
  • ความรู้ในการใช้เครื่องมือให้ถูกต้องกับการใช้งานและความต้องการ
  • ความรู้ในการดูแลรักษาความ    สะอาด และการจัดเก็บเพื่อสะดวกในการหยิบออกมาใช้งาน
  • ควรเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ สรรหาสิ่งแปลกๆใหม่ๆอยู่สม่ำเสมอ
  • มีความขยัน อดทน หมั่นฝึกฝนเพื่อให้มีความชำนาญและเพื่อความก้าวหน้าต่อไปในอนาคต
  • มีใจรักในสิ่งที่ทำ

วัสดุประเภทต่างๆที่ใช้ในการแต่งหน้าเค้ก

หมายถึง วัสดุที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อตกแต่งเค้ก  ส่วนใหญ่จะเป็นวัสดุที่สามารถรับประทานได้       ในปัจจุบันนิยมใช้วัสดุมาตกแต่งหน้าเค้กเพื่อจุดประสงค์ให้เค้กสวยงามและมีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น  และวัสดุที่นำมาใช้ตกแต่งหน้าเค้กมีหลายประเภทได้แก่    แยม    ช็อกโกแลต   มาร์ซิแพน   และไอซิ่ง

วิธีการแต่งหน้าเค้กโดยใช้วัสดุประเภทต่างๆ

การแต่งหน้าเค้กด้วยแยม การนำแยมมาแต่งหน้าเค้ก อาจทำได้เป็น 2 วิธีคือ

1. นำแยมมาปาดหน้าเค้ก   สามารถใช้ได้ทั้งแยมที่มีเนื้อผลไม้  และไม่มีเนื้อผลไม้ การปาดหน้าเค้กด้วยแยม    เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่นิยมรับประทานเค้กกับครีม  วัสดุที่จะใช้ในการแต่งหน้าเค้กด้วยแยมได้แก่- ผลไม้แช่อิ่ม เช่นเชอรี่ ลูกเกด กล้วยตากและผลไม้อื่นๆเป็นต้นหรืออาจใช้ผลไม้สดก็ได้แต่จะไม่สามารถเก็บได้นานเหมือนผลไม้แห้ง- ก่อนที่จะนำแยมมาปาดหน้าเค้ก ควรนำแยมมากรองด้วยกระชอนก่อนเพื่อสะดวกในการปาด

2. การนำแยมมาใช้ทำให้เกิดลวดลายต่างๆ เช่นการวาดการ์ตูน หรือการวาดเป็นรูปต่างๆ การตกแต่งเค้กแบบนี้นิยมที่จะมอบให้กับเด็ก  หรือวัยรุ่นมากกว่าวัยอื่นๆ โดยมีขั้นตอนการแต่งหน้าเค้กดังนี้- ตักแยมใส นำมากรองแบ่งใส่ถ้วยผสมสีต่างๆตามชอบ- วาดลวดลายบนหน้าเค้กที่ปาดด้วยครีม- ใช้ครีมเดินเส้นตามลวยลายที่วาดไว้เพื่อป้องกันไม่ให้แยมแต่ละสีไหลมารวมกัน- เทแยมใส่กรวยกระดาษ นำไปหยอดตามช่องต่างๆที่กำหนด

การแต่งหน้าเค้กด้วยช็อกโกแลต             การใช้ช็อกโกแลตสำเร็จรูป      ซึ่งมีทั้งช็อกโกแลตสีน้ำตาล      ช็อกโกแลตนม     ช็อกโกแลตสีดำ (ส่วนใหญ่ไม่นิยมนำมาราดบนหน้าเค้ก เนื่องจากมีรสขมมากกว่าช็อกโกแลตชนิดอื่น )

1. ช็อกโกแลต สามารถนำมาทำเป็นตัวตุ๊กตา   หรือทำเป็นดอกไม้ เพื่อใช้ในการตกแต่งเค้กได้อย่างสวยงาม

2. ช็อกโกแลตครีมสำหรับปาดหน้าเค้ก       สามารถเตรียมขึ้นได้จากการนำช็อตโกแลตตุ๋นสำเร็จรูปมาผสมกับครีมเนยสด           ที่ใช้สำหรับปาดหน้าเค้กอัตราส่วนแล้วแต่ความต้องการความเข้มข้นของสีว่าต้องการเท่าไรจากนั้นสามารถนำไปปาดหน้าเค้กได้เลย

3. ช็อกโกแลตขูดเป็นแท่ง  โดยการนำช็อตโกแลตแท่งที่ยังไม่ได้ตุ๋นมาขูดด้วยมีดให้มีลักษณะเป็นแท่งม้วนกลม คล้ายม้วนบุหรี่ หรือขูดเป็นเกล็ดๆ แล้วนำไปตกแต่งหน้าเค้ก

4. วิธีการราดหน้าเค้กด้วยช็อกโกแลต- ปาดหน้าเค้กด้วยครีมให้เรียบ นำไปแช่ให้เย็นจัด นำมาวางบนตระแกรง- นำช็อกโกแลตที่ตุ๋นแล้วราดด้านบนเค้กในปริมาณที่มากพอ- ในขณะที่ราดหน้าเค้กเขย่าตระแกรงเบาๆ จนช็อกโกแลตไหลทั่วหน้าเค้ก- เมื่อช็อกโกแลตเริ่มอยู่ตัว ใช้สปาตูลาร์แซะดานล่างเค้กให้หลุดออกจากตระแกรง

5. การหล่อช็อกโกแลตเป็นรูปต่างๆ- ใบไม้ เลือกใบไม้ที่มีลายเส้นคมชัดเช่นใบกุหลาบ    ใช้พู่กันจุ่มช๊อตโกแลตตุ๋นทาให้ทั่วใบไม้โดยทาด้านที่เป็นลายใบให้ชัดเจน ปล่อยจนช็อกโกแลตแห้งสนิท จึงดึงใบไม้ออกจากช็อกโกแลต แล้วนำไปแต่งหน้าเค้ก- พิมพ์ต่างๆ เตรียมพิมพ์ได้โดยการล้างให้สะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง เทช็อกโกแลตตุ๋นจนเต็มพิมพ์      นำไปแช่ตู้เย็นจนช็อกโกแลตแห้งเริ่มล่อนออกจากพิมพ์ จึงแกะออกจากพิมพ์ นำไปแช่ตู้เย็นเก็บไว้

การแต่งหน้าเค้กด้วยมาร์ซิแพน

“ มาร์ซิแพน “     มีลักษณะคล้ายถั่วกวน     แต่สีจะขาวกว่า    ทำจากเมล็ดอัลมอนด์  และน้ำตาลผสมกัน    สัดส่วนของอัลมอนด์และน้ำตาลจะเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของผู้ผลิตมาร์ซิแพน    บางชนิดมีแอปปริคอต ลูกพีชบดบางส่วนจะเติมไข่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของผู้ผลิต

 การใช้สี

สีที่ใช้ในการผสมมาร์ซิแพน มีทั้งชนิดน้ำและสีน้ำมัน แต่ที่เหมาะสำหรับผสมมาร์ซิแพนควรเป็นสีน้ำมัน   การผสมสีเราอาจแบ่งมาร์ซิแพนออกมาให้เพียงพอกับความต้องการแล้วหยดสีลงไปนวดให้เข้ากัน ถ้าติดมืออาจใช้แป้งข้าวโพดช่วยได้เล็กน้อย     การปั้นมาร์ซิแพนแต่ละครั้งควรนวดให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันปั้นแล้วเนียนเรียบสะดวกในการระบายสี  ถ้าเนื้อผิวไม่เรียบ  สีจะกระจายไปตามผิวที่แต่ง

การแต่งหน้าเค้กด้วยไอซิ่ง

เทคนิคและวิธีการเตรียมไอซิ่ง

1. ร่อนน้ำตาลไอซิ่งที่จะใช้ในตำรับก่อนลงมือผสมตามวิธีการในตำรับ การร่อนเพื่อช่วยแยกน้ำตาลให้แตกตัวเป็นผงละเอียด ช่วยป้องกันการอุดตันที่หัวบีบ2. ไอซิ่ง   ที่ผสมเสร็จแล้วควรจะมีความหนืดพอเหมาะที่จะใช้ตกแต่ง    คือเมื่อแต่งแล้วลวดลายที่ตกแต่งจะทรงรูปได้คมชัดที่สุด หากยังไม่ได้ที่ให้ปรับเสียใหม่ โดยการเติมน้ำตาลหรือน้ำเพิ่ม

3. การผสมสีแต่ละสีควรผสมครั้งเดียวให้พอใช้ตลอด  ในการแต่งเค้กแต่ละชิ้นสีไม่ควรให้เข้มมาก   เพราะเมื่อไอซิ่งแห้งแล้วสีจะเข้มขึ้น

4. ครีมที่ยังเหลืออยู่ในชามผสมควรใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาดๆ คลุมปากชามไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหน้าแห้ง

5. การบรรจุครีมลงในกรวยสำหรับแต่ง ให้บรรจุให้เต็มถึงปลายกรวยอย่าให้มีโพรงอากาศแทรกอยู่ภายใน และเมื่อพับปิดปากกรวยแล้ว     ควรบีบครีมให้ดันออกจากช่องตรงปลายหัวบีบเล็กน้อย     เพื่อเป็นการดันฟองอากาศจากกรวย เมื่อแต่งลวดลาย เส้นจะสม่ำเสมอไม่ขาดเป็นช่วงๆ

เทคนิคและวิธีการเตรียมเค้ก

1. ต้องรอให้เค้กเย็นสนิทโดยวางเค้กบนตระแกรงลวด เพื่อมิให้มีไอระเหยออกมา จนทำให้ไอซิ่งหรือหน้าที่เคลือบอ่อนตัวจนเสียการทรงตัว

2. ปัดผิวหน้าตลอดถึงข้างๆของแปรงปัดเค้ก เพื่อให้ชิ้นส่วนเล็กๆ ที่หลุดร่วงจากเค้กหลุดออกให้หมด จะได้ไม่หลุดเข้าไปปะปนในส่วนไอซิ่งขณะที่เคลือบ3. ทาไอซิ่งเคลือบชิ้นเค้กให้ทั่วทั้งด้านบนและด้านข้างแต่เพียงเบาๆ รอไว้ 2-3 นาที   เพื่อให้ผิวที่เคลือบแห้ง จึงทาชั้นที่ 2 ทับ ชั้นนี้เมื่อทาแล้วต้องปาดด้วยสแปทูลาให้ผิวหน้าเรียบสม่ำเสมอทุกด้านโดยรอบ ไอซิ่งที่ใช้เคลือบชิ้นเค้กควรใช้ไอซิ่งที่อ่อนตัว หรือไม่แตกหลุดในขณะที่ตัดแบ่งเค้ก

4. พักไว้ 30 นาที เพื่อให้ผิวไอซิ่ง ที่ปาดไว้แห้งก่อนที่จะลงมือแต่งลวดลายต่อไป

เทคนิคและวิธีการแต่งหน้าเค้ก

1. ใช้ไม้ปลายแหลมวาดเค้าโครงของลวยลายที่จะแต่งบนเค้กที่ปาดหน้าเรียบร้อยแล้ว

2. บีบลวดลายที่ควรอยู่ด้านล่างก่อน แล้วจึงบีบลวดลายที่ควรอยู่ข้างบน เช่นควรบีบกิ่งก้านก่อนบีบใบไม้และดอกไม้ ผู้แต่งต้องพิจารณาลวดลายที่จะแต่งให้ถี่ถ้วนก่อนการลงมือแต่ง ว่าควรทำลวดลายตรงส่วนใดก่อนและหลัง

3. กรวยบัตเตอร์ตรีมไอซิ่ง เมื่อใช้แต่งต่อเนื่องได้สักระยะหนึ่ง ความร้อนจากมือจะทำให้ครีมอ่อนตัวลง ควรหยุดพักประมาณ 5-6 นาที โดยนำกรวยแช่ในตู้เย็น

       

ที่มา  http://www.facebook.com/note.php?note_id=154969277855943

http://www.google.co.th/search?q

วิธีการแต่งหน้าเค้ก

การแต่งหน้าเค้กนั้นถือว่าเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งเลยทีเดียว   เพราะการแต่งหน้าเค้กนั้นต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ค้นคว้าหาสิ่งใหม่ๆมาประยุกต์ใช้และตกแต่งหน้าเค้กได้อย่างสวยงาม  การที่จะเป็นผู้มีฝือมือ  และผู้เชี่ยวชาญทางศิลปะแขนงนี้จำเป็นที่จะต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างสูง   เพราะต้องอาศัยเวลา   ความรู้และที่สำคัญคือต้องมีใจรักในสิ่งที่ทำอยู่ด้วย  ถ้าขาดความรักในสิ่งที่ทำตรงหน้าต่อให้มีความสามารถเพียงใด  ผลที่ออกมาย่อมเทียบกับสิ่งที่ทำออกมาด้วยใจไม่ได้เลย   มีช่างทำขนมเป็นจำนวนมากที่ทำขนมเค้กได้อร่อย แต่ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการแต่งหน้าเค้ก อาจจะเป็นเพราะขาดความรู้     ประสบการณ์ที่มีส่วนจำเป็นในการแต่งหน้าเค้ก  การที่จะเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในการตกแต่งหน้าเค้กนั้นจำเป็นที่จะต้องมีความรู้พื้นฐานซึ่งจะช่วยให้ผู้ทำประสบความสำเร็จในศิลปะแขนงนี้

 

 

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการแต่งหน้าเค้ก  คุณควรจะมีความรู้ในเรื่องการผสมสีบ้าง อาจจะไม่ต้อง เชี่ยวชาญมากนัก แต่พอรู้เรื่องของแม่สีบ้างก็ดี   เพราะหน้าเค้กที่สวยงามเกิดจากการผสมสีที่ลงตัว และสมจริง

  • ควรมีความรู้เกี่ยวกับครีมแต่งหน้าเค้ก  การเตรียมพร้อมก่อนตกแต่ง  การผสมส่วนผสมที่ถูกต้อง
  • ความรู้ในการใช้เครื่องมือให้ถูกต้องกับการใช้งานและความต้องการ
  • ความรู้ในการดูแลรักษาความ    สะอาด และการจัดเก็บเพื่อสะดวกในการหยิบออกมาใช้งาน
  • ควรเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ สรรหาสิ่งแปลกๆใหม่ๆอยู่สม่ำเสมอ
  • มีความขยัน อดทน หมั่นฝึกฝนเพื่อให้มีความชำนาญและเพื่อความก้าวหน้าต่อไปในอนาคต
  • มีใจรักในสิ่งที่ทำ

วัสดุประเภทต่างๆที่ใช้ในการแต่งหน้าเค้ก

หมายถึง วัสดุที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อตกแต่งเค้ก  ส่วนใหญ่จะเป็นวัสดุที่สามารถรับประทานได้       ในปัจจุบันนิยมใช้วัสดุมาตกแต่งหน้าเค้กเพื่อจุดประสงค์ให้เค้กสวยงามและมีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น  และวัสดุที่นำมาใช้ตกแต่งหน้าเค้กมีหลายประเภทได้แก่    แยม    ช็อกโกแลต   มาร์ซิแพน   และไอซิ่ง

วิธีการแต่งหน้าเค้กโดยใช้วัสดุประเภทต่างๆ

การแต่งหน้าเค้กด้วยแยม การนำแยมมาแต่งหน้าเค้ก อาจทำได้เป็น 2 วิธีคือ

1. นำแยมมาปาดหน้าเค้ก   สามารถใช้ได้ทั้งแยมที่มีเนื้อผลไม้  และไม่มีเนื้อผลไม้ การปาดหน้าเค้กด้วยแยม    เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่นิยมรับประทานเค้กกับครีม  วัสดุที่จะใช้ในการแต่งหน้าเค้กด้วยแยมได้แก่- ผลไม้แช่อิ่ม เช่นเชอรี่ ลูกเกด กล้วยตากและผลไม้อื่นๆเป็นต้นหรืออาจใช้ผลไม้สดก็ได้แต่จะไม่สามารถเก็บได้นานเหมือนผลไม้แห้ง- ก่อนที่จะนำแยมมาปาดหน้าเค้ก ควรนำแยมมากรองด้วยกระชอนก่อนเพื่อสะดวกในการปาด

2. การนำแยมมาใช้ทำให้เกิดลวดลายต่างๆ เช่นการวาดการ์ตูน หรือการวาดเป็นรูปต่างๆ การตกแต่งเค้กแบบนี้นิยมที่จะมอบให้กับเด็ก  หรือวัยรุ่นมากกว่าวัยอื่นๆ โดยมีขั้นตอนการแต่งหน้าเค้กดังนี้- ตักแยมใส นำมากรองแบ่งใส่ถ้วยผสมสีต่างๆตามชอบ- วาดลวดลายบนหน้าเค้กที่ปาดด้วยครีม- ใช้ครีมเดินเส้นตามลวยลายที่วาดไว้เพื่อป้องกันไม่ให้แยมแต่ละสีไหลมารวมกัน- เทแยมใส่กรวยกระดาษ นำไปหยอดตามช่องต่างๆที่กำหนด

การแต่งหน้าเค้กด้วยช็อกโกแลต             การใช้ช็อกโกแลตสำเร็จรูป      ซึ่งมีทั้งช็อกโกแลตสีน้ำตาล      ช็อกโกแลตนม     ช็อกโกแลตสีดำ (ส่วนใหญ่ไม่นิยมนำมาราดบนหน้าเค้ก เนื่องจากมีรสขมมากกว่าช็อกโกแลตชนิดอื่น )

1. ช็อกโกแลต สามารถนำมาทำเป็นตัวตุ๊กตา   หรือทำเป็นดอกไม้ เพื่อใช้ในการตกแต่งเค้กได้อย่างสวยงาม

2. ช็อกโกแลตครีมสำหรับปาดหน้าเค้ก       สามารถเตรียมขึ้นได้จากการนำช็อตโกแลตตุ๋นสำเร็จรูปมาผสมกับครีมเนยสด           ที่ใช้สำหรับปาดหน้าเค้กอัตราส่วนแล้วแต่ความต้องการความเข้มข้นของสีว่าต้องการเท่าไรจากนั้นสามารถนำไปปาดหน้าเค้กได้เลย

3. ช็อกโกแลตขูดเป็นแท่ง  โดยการนำช็อตโกแลตแท่งที่ยังไม่ได้ตุ๋นมาขูดด้วยมีดให้มีลักษณะเป็นแท่งม้วนกลม คล้ายม้วนบุหรี่ หรือขูดเป็นเกล็ดๆ แล้วนำไปตกแต่งหน้าเค้ก

4. วิธีการราดหน้าเค้กด้วยช็อกโกแลต- ปาดหน้าเค้กด้วยครีมให้เรียบ นำไปแช่ให้เย็นจัด นำมาวางบนตระแกรง- นำช็อกโกแลตที่ตุ๋นแล้วราดด้านบนเค้กในปริมาณที่มากพอ- ในขณะที่ราดหน้าเค้กเขย่าตระแกรงเบาๆ จนช็อกโกแลตไหลทั่วหน้าเค้ก- เมื่อช็อกโกแลตเริ่มอยู่ตัว ใช้สปาตูลาร์แซะดานล่างเค้กให้หลุดออกจากตระแกรง

5. การหล่อช็อกโกแลตเป็นรูปต่างๆ- ใบไม้ เลือกใบไม้ที่มีลายเส้นคมชัดเช่นใบกุหลาบ    ใช้พู่กันจุ่มช๊อตโกแลตตุ๋นทาให้ทั่วใบไม้โดยทาด้านที่เป็นลายใบให้ชัดเจน ปล่อยจนช็อกโกแลตแห้งสนิท จึงดึงใบไม้ออกจากช็อกโกแลต แล้วนำไปแต่งหน้าเค้ก- พิมพ์ต่างๆ เตรียมพิมพ์ได้โดยการล้างให้สะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง เทช็อกโกแลตตุ๋นจนเต็มพิมพ์      นำไปแช่ตู้เย็นจนช็อกโกแลตแห้งเริ่มล่อนออกจากพิมพ์ จึงแกะออกจากพิมพ์ นำไปแช่ตู้เย็นเก็บไว้

การแต่งหน้าเค้กด้วยมาร์ซิแพน

มาร์ซิแพน “     มีลักษณะคล้ายถั่วกวน     แต่สีจะขาวกว่า    ทำจากเมล็ดอัลมอนด์  และน้ำตาลผสมกัน    สัดส่วนของอัลมอนด์และน้ำตาลจะเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของผู้ผลิตมาร์ซิแพน    บางชนิดมีแอปปริคอต ลูกพีชบดบางส่วนจะเติมไข่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของผู้ผลิต

 การใช้สี

สีที่ใช้ในการผสมมาร์ซิแพน มีทั้งชนิดน้ำและสีน้ำมัน แต่ที่เหมาะสำหรับผสมมาร์ซิแพนควรเป็นสีน้ำมัน   การผสมสีเราอาจแบ่งมาร์ซิแพนออกมาให้เพียงพอกับความต้องการแล้วหยดสีลงไปนวดให้เข้ากัน ถ้าติดมืออาจใช้แป้งข้าวโพดช่วยได้เล็กน้อย     การปั้นมาร์ซิแพนแต่ละครั้งควรนวดให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันปั้นแล้วเนียนเรียบสะดวกในการระบายสี  ถ้าเนื้อผิวไม่เรียบ  สีจะกระจายไปตามผิวที่แต่ง

การแต่งหน้าเค้กด้วยไอซิ่ง

เทคนิคและวิธีการเตรียมไอซิ่ง

1. ร่อนน้ำตาลไอซิ่งที่จะใช้ในตำรับก่อนลงมือผสมตามวิธีการในตำรับ การร่อนเพื่อช่วยแยกน้ำตาลให้แตกตัวเป็นผงละเอียด ช่วยป้องกันการอุดตันที่หัวบีบ2. ไอซิ่ง   ที่ผสมเสร็จแล้วควรจะมีความหนืดพอเหมาะที่จะใช้ตกแต่ง    คือเมื่อแต่งแล้วลวดลายที่ตกแต่งจะทรงรูปได้คมชัดที่สุด หากยังไม่ได้ที่ให้ปรับเสียใหม่ โดยการเติมน้ำตาลหรือน้ำเพิ่ม

3. การผสมสีแต่ละสีควรผสมครั้งเดียวให้พอใช้ตลอด  ในการแต่งเค้กแต่ละชิ้นสีไม่ควรให้เข้มมาก   เพราะเมื่อไอซิ่งแห้งแล้วสีจะเข้มขึ้น

4. ครีมที่ยังเหลืออยู่ในชามผสมควรใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาดๆ คลุมปากชามไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหน้าแห้ง

5. การบรรจุครีมลงในกรวยสำหรับแต่ง ให้บรรจุให้เต็มถึงปลายกรวยอย่าให้มีโพรงอากาศแทรกอยู่ภายใน และเมื่อพับปิดปากกรวยแล้ว     ควรบีบครีมให้ดันออกจากช่องตรงปลายหัวบีบเล็กน้อย     เพื่อเป็นการดันฟองอากาศจากกรวย เมื่อแต่งลวดลาย เส้นจะสม่ำเสมอไม่ขาดเป็นช่วงๆ

เทคนิคและวิธีการเตรียมเค้ก

1. ต้องรอให้เค้กเย็นสนิทโดยวางเค้กบนตระแกรงลวด เพื่อมิให้มีไอระเหยออกมา จนทำให้ไอซิ่งหรือหน้าที่เคลือบอ่อนตัวจนเสียการทรงตัว

2. ปัดผิวหน้าตลอดถึงข้างๆของแปรงปัดเค้ก เพื่อให้ชิ้นส่วนเล็กๆ ที่หลุดร่วงจากเค้กหลุดออกให้หมด จะได้ไม่หลุดเข้าไปปะปนในส่วนไอซิ่งขณะที่เคลือบ3. ทาไอซิ่งเคลือบชิ้นเค้กให้ทั่วทั้งด้านบนและด้านข้างแต่เพียงเบาๆ รอไว้ 2-3 นาที   เพื่อให้ผิวที่เคลือบแห้ง จึงทาชั้นที่ 2 ทับ ชั้นนี้เมื่อทาแล้วต้องปาดด้วยสแปทูลาให้ผิวหน้าเรียบสม่ำเสมอทุกด้านโดยรอบ ไอซิ่งที่ใช้เคลือบชิ้นเค้กควรใช้ไอซิ่งที่อ่อนตัว หรือไม่แตกหลุดในขณะที่ตัดแบ่งเค้ก

4. พักไว้ 30 นาที เพื่อให้ผิวไอซิ่ง ที่ปาดไว้แห้งก่อนที่จะลงมือแต่งลวดลายต่อไป

เทคนิคและวิธีการแต่งหน้าเค้ก

1. ใช้ไม้ปลายแหลมวาดเค้าโครงของลวยลายที่จะแต่งบนเค้กที่ปาดหน้าเรียบร้อยแล้ว

2. บีบลวดลายที่ควรอยู่ด้านล่างก่อน แล้วจึงบีบลวดลายที่ควรอยู่ข้างบน เช่นควรบีบกิ่งก้านก่อนบีบใบไม้และดอกไม้ ผู้แต่งต้องพิจารณาลวดลายที่จะแต่งให้ถี่ถ้วนก่อนการลงมือแต่ง ว่าควรทำลวดลายตรงส่วนใดก่อนและหลัง

3. กรวยบัตเตอร์ตรีมไอซิ่ง เมื่อใช้แต่งต่อเนื่องได้สักระยะหนึ่ง ความร้อนจากมือจะทำให้ครีมอ่อนตัวลง ควรหยุดพักประมาณ 5-6 นาที โดยนำกรวยแช่ในตู้เย็น

       

ที่มา  http://www.facebook.com/note.php?note_id=154969277855943

http://www.google.co.th/search?q

วิธีการทำครีมแต่งหน้าเค้ก

สูตรที่1
น้ำ 100 กรัม
น้ำตาลทราย 300 กรัม
เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
วานิลาผง 1/2 ช้อนชา
ไข่ขาว 150 กรัม
ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/4 ช้อนชา
วิธีทำ
- ผสมน้ำกับน้ำตาลทราย เกลือป่น และวานิลาผง เข้าด้วยกัน ตั้งไฟปานกลางประมาณ 7 นาที
หรือจนกระทั่งส่วนผสมเหนียวคล้ายยางมะตูม
- ตีไข่ขาวด้วยหัวตีตะกร้อ ใช้ความเร็วสูงสุดนาน 1 นาทีหรือจนไข่ขาวตั้งยอด
- เติมส่วนผสมน้ำเช่อมร้อนๆ ลงไป ตีผสมต่อ ประมาณ 5 นาทีหรือจนกระทั่งเย็น นำไปเคลือบ
บนหน้าเค้กได้เลย

———————————————–

สูตรที่2
สูตรอาจารย์ยิ่งศักดิ์ค่ะ ใช้บัตเตอร์ครีมสูตรเดียวทั้งปาดหน้าเค้กและใช้ทาในแยมโรลได้เลยค่ะสูตรมีดังนี้ค่ะ

เนยสดชนิดเค็ม 300 กรัม
เนยขาว 200 กรัม
น้ำตาลไอซิ่ง 250 กรัม
เกลือป่น 1 ช้อนชา
วานิลลาชนิดผง 1 ช้อนชา
น้ำร้อน 1/4 ถ้วยตวง

- ผสมน้ำตาลไอซิ่ง วานิลลา เกลือป่นและน้ำร้อน คนให้ละลายเข้ากันดี คลุมผ้าชื้นพักไว้
- ตีผสมเนยสดและเนยขาว ใช้หัวใบไม้ตีความเร็วปานกลางประมาณ 15 นาที
- เติมส่วนผสมน้ำตาลไอซิ่ง ตีต่อ 10 นาที จนส่วนผสมเนียน

—————————————————-

สูตรที่3
บัตเตอร์ครีมมีหลายวิธีทำค่ะ มีแบบอิตาเลี่ยน สวิส หรือฝรั่งเศส ส่วนผสมหลักคือเนยสด เนยขาว ไข่ขาวและน้ำตาล
แบบอิตาเลี่ยนจะเหมาะกับอากาศร้อนที่สุด เพราะจะอยู่ตัวมากที่สุดแต่ก็จะยุ่งยากนิดหน่อยค่ะ มีสูตรดังนี้
เนยสด 2 ถ้วย
เนยขาว 1 ถ้วย
ไข่ขาว 8 ฟอง
ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/4 ชช
น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
วานิลลา 2 ชช
น้ำตาล 1 ถ้วย
น้ำ 1/4 ถ้วย

…ตีเนยสองชนิดให้เข้ากันจนเนียนดี พักไว้
…ตีไข่ขาว ใส่ครีมออฟทาร์ทาร์ ค่อย ๆ ใส่น้ำตาล 1/2 ถ้วย จนตั้งยอดแข็ง
…ตั้งไฟทำน้ำเชื่อม ใส่น้ำตาล1 และน้ำ1/4ถ้วย ใช้ไฟกลางจนเดือดประมาณ 5 นาที
…ค่อยๆ เทน้ำเชื่อมที่เดือด(เป็นสายเล็ก ๆ)ลงในไข่ขาวในขณะที่ตีด้วยความเร็วสูง (เป็นการพาสเจอไรซ์ไข่ขาว)เมื่อน้ำเชื่อมหมด
ตีต่อจนไข่ขาวคลายความร้อน
…ใส่เนยลงไปที่ละ 1 ช้อนจนหมด ตีจนเนียนดี ผสมกลิ่นรสตามชอบค่ะ

———————————————————

สูตรที่4
สูตรวิปปิ้งครีมแต่งหน้าเค้กค่ะของคุณ luMos ค่ะ(พอดีขอเซฟไว้)

ส่วนผสม
เจลาตินผง 1 ช้อนชา
น้ำเย็น 1/4 ถ้วย
วิปปิ้งครีม 1 ถ้วย
น้ำตาลทรายป่น 2 ช้อนโต๊ะ
กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชา
วิธีทำ
ผสม gelatin กับน้ำเย็นจนนิ่ม แล้วนำไปอังในถ้วยใส่น้ำร้อน คนจน gelatin ละลาย
แล้วทิ้งให้เย็นที่อุณหภูมิห้อง จากนั้นตีวิปปิ้งครีมกับน้ำตาลจนตั้งยอดอ่อน
ค่อย ๆ เติม gelatin ลงทีละ 1 ช้อนชาในขณะที่ตีครีม จนหมด ใส่วนิลาลงไป แล้วตีจนตั้งยอดแข็ง

———————————————————

สูตรที่5
บัตเตอร์ครีมสูตรคุณเดซี่สีขาว

น้ำตาลทราย 500 g 2 1/2 ถ้วย
น้ำ 480 g 2 ถ้วย
เกลือ 1/2 ช้อนชา
เนยขาว 400 g 2 ถ้วย
เนยสด 335 g 1 1/2 ถ้วย
วานิลา 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำครีม
น้ำ น้ำตาล เกลือ ผสมรวมกัน ตั้งไฟเคี่ยวจนเป็นยางมะตูมอ่อน ๆ ยกลงพักให้เย็น
ตีเนยสด เนยขาว ให้ขึ้น ค่อย ๆ เทน้ำเชื่อมลงตีให้ขึ้นฟูเป็นครีม ใส่วานิลา คนให้เข้ากัน

ลองทำดูนะคะ (น้ำเชื่อมไม่ต้องเหนียวมาก)
—————————————————————-

สูตรที่6

สูตรบัตเตอร์ครีมไอซิ่งค่ะ piggy_sun

เนยสดชนิดเค็ม 300 กรัม
เนยขาว 200 กรัม
น้ำตาลไอซิ่ง 250 กรัม
เกลือป่น 1 ช้อนชา
วานิลลาชนิดผง 1 ช้อนชา
น้ำร้อน 1/4 ถ้วยตวง

- ผสมน้ำตาลไอซิ่ง วานิลลา เกลือป่นและน้ำร้อน คนให้ละลายเข้ากันดี คลุมผ้าชื้นพักไว้ (ถ้าไม่ใช้ผ้าชื้นคลุมเดี๋ยวเนื้อครีมไม่เนียน)
- ตีผสมเนยสดและเนยขาว ใช้หัวใบไม้ตีความเร็วปานกลางประมาณ 15 นาที
- เติมส่วนผสมน้ำตาลไอซิ่ง ตีต่อ 10 นาที จนส่วนผสมเนียน

—————————————————–

สูตรที่7
บัตเตอร์ครีมไอซิ่ง (หน้าเค้กหรือสอดไส้)
ส่วนผสม
เนยขาว 250 กรัม
เนยสด 200 กรัม
น้ำตาลไอซิ่ง 125 กรัม
เกลือป่น 1 ช้อนชา
วิธีทำ
1. ตีเนยขาวและเนยสดด้วยความเร็วปานกลาง ของเครื่องจนกระทั่งขึ้นฟู ประมาณ 30 นาที
2. ค่อย ๆ เติมน้ำตาลไอซิ่งและเกลือป่นลงไปในเครื่องตีต่อด้วยความเร็วเท่าเดิมอีก 15 นา หรือ จนครีมเข้ากันและฟูเบา
สูตรนี้ใช้กับเค้ก 2 ปอนด์ จะเหลือนิดหน่อยค่ะ

————————————————–

สูตรที่8
ครีมหน้าเค้กอีกสูตรสำหรับเค้ก 2 ปอนด์
1.เนยออร์คิดสีทอง 150 กรัม
2.เนยขาว 100 กรัม
3.นมข้นหวาน 1/4 ถ้วย
4. ไอซิ่ง 6 ช้อนโต๊ะ
5. เกลือ 1/4 ช้อนชา.
6.วิปครีม(อร่อยมาก)หรือนมสดจืด(อร่อยน้อยกว่านิดนึง) ครึ่งของ 1/4 ถ้วยตวงค่ะ เพิ่มความหอมมัน แต่เสร็จแล้วควรแช่ไว้ในตู้เย็นนะคะ อาจจะเสียง่ายกว่าแบบไม่ใส่นม
วิธีทำ
1.ตีเนยทั้ง 2 ชนิดให้ฟูขาว
2. เติมส่วนผสมที่เหลือตีให้เข้ากัน จนเนื้อครีมขาวฟูเนียน
ถ้าจะทำบัตเตอร์ครีมชอคโคแลตก็เติมผงโกโก้ลงไปตีผสมด้วย 2 ช้อนโต๊ะค่ะ

ที่มา  http://v2.zmeal.com/board/index.php?showtopic=3632

วิธีการทำเค้กชนิดต่างๆ

เค้กมะพร้าวอ่อน
  • ส่วนผสม 1 แป้งเค้ก 45 กรัม
    ผงฟู 1/4 ช้อนชา
    น้ำตาลทรายป่น 27 กรัม
    เกลือ 1/8 ช้อนชา
  • ส่วนผสม 2 ไข่แดงเบอร์สอง 2 ฟอง
    กะทิ 16.5 กรัม
    น้ำมันพืช 16.5 กรัม
    น้ำมะพร้าว 12 กรัม
  • ส่วนผสม 3 ไข่ขาวเบอร์สอง 2 ฟอง
    ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/8 ช้อนชา
    น้ำตาลทรายป่น 27 กรัม

วิธีทำ

  • ร่อนแป้งเค้ก ผงฟู เกลือ น้ำตาลป่นเข้าด้วยกัน พักไว้
  • ในชามอีกใบผสมไข่แดง น้ำมันพืช กะทิ น้ำมะพร้าว ตีให้พอเข้ากัน เทส่วนผสมที่ 2 ลงในส่วนผสมที่ 1 คนให้ส่วนผสมเข้ากันดี พักไว้
  • ใน ชามที่สะอาดตีไข่ขาวกะครีมออฟทาร์ทาร์ให้เป็นฟอง จากนั้นค่อยๆทะยอยใส่น้ำตาลป่นลงไป ตีไข่ขาวให้ขึ้นฟูตั้งยอดอ่อน แบ่งส่วนผสมไข่ขาวออกเป็น 3 ส่วน นำไข่ขาวลงไปตะล่อมกะส่วนผสม 1+2 อย่างเบามือทีละส่วน ทำแบบนี้จนหมดไข่ขาว
  • เท ส่วนผสมที่ได้ลงในพิมพ์ขนาด 1 ปอนด์ กระแทกพิมพ์ 1 ครั้ง นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 C อบด้วยไฟล่าง นาน 15-20 นาที พอสุกแล้วนำออกจากเตา กระแทกพิมพ์แรงๆ 1 ครั้งๆ นำเค้กออกจากพิมพ์ พักไว้ให้เย็น

ส่วนผสมไส้ครีมมะพร้าวอ่อน

นม ข้นจืด 62.5 กรัม กะทิ 62.5 กรัม น้ำมะพร้าวอ่อน 75 กรัม น้ำตาล 25 กรัม แป้งกวนไส้ 15 กรัม เกลือ 1/8 ช้อนชา เนยสด 15 กรัม เนื้อมะพร้าวอ่อน 1 ลูกนำ นมข้นจืด กะทิ น้ำมะพร้าวอ่อน น้ำตาล แป้งกวนไส้ เกลือ ใส่ชาม คนให้เข้ากัน นำขึ้นตั้งไฟแบบ double-boiling คนส่วนผสมไปในทางเดียวกันตลอดเวลา จนกระทั่งแป้งสุก ส่วนผสมข้น ยกลงจากเตา ใส่เนยกับเนื้อมะพร้าวอ่อนลงไปคนให้เข้ากัน พักไว้ให้ส่วนผสมเย็นแล้วจึงนำไปทาบนเนื้อเค้ก

                                                                                        

สตอเบอร์รี่ชีสเค้ก

ส่วนผสมครัสท์
1.เกรมแคร้กเกอร์ (graham cracker) 1 1/2 ถ้วย
2.น้ำตาลทรายแดง 2 ชต.
3.เกลือ 1/8 ชช.
4.เนยละลาย 5 ชต.

วิธีทำ
1. ผสมของแห้งทุกอย่างรวมกัน ละลายเนยให้เหลว แล้วเทลงในอ่างแกรมแคร้กเกอร์
ใช้ไม้พายคนส่วนผสมเข้าด้วยกัน คนไปเรื่อยๆจนกระทั่งส่วนผสมร่วนเป็นทรายไม่เกาะกันเป็นก้อนค่ะ
2.เอาเนยทาที่ก้นพิมพ์ไว้ก่อนนะคะ พอส่วนผสมเรียบร้อยก็เอามากรุก้นพิมพ์ใช้มือกดๆให้เรียบแน่นหน่อยนะคะ จากนั้นก็เอาพิมพ์นี้ไปใส่ตู้เย็นให้ส่วนผสมแข็งจับตัว กันค่ะ ซัก 10-12 นาที แล้วก็เอาไปอบใช้ไฟ 350 องศาฟาเรนไฮต์ อบเสร็จแล้วก็พักไว้ก่อนค่ะ แล้วเราก็ไปทำตัวชีสเค้กกันก่อนนะคะ

ส่วนผสมตัวชีสเค้ก
1.ครีมชีสขนาด 8 ออนซ์ 3ก้อน
2.น้ำตาล 1 1/4ถ้วย
3.วานิลา extract 1/4 ชช
4.ไข่ ทั้งฟอง 3 ฟอง
5.ไข่แดง 1 ฟอง
6.เฮฟวี่ครีม 1/3 ถ.
7.sour cream 1/3 ถ.
8.ผิวเลมอน หรือใช้แต่ เลมอนแอ๊คแทรคก็ได้ค่ะ 1/4 ชช

มาเริ่มทำตัวเค้กกันต่อค่ะ..
1.เอาครีมชีส ต้องวางไว้ให้หายเย็นก่อนนะคะ อุณภูมิห้องตามตำรา ใส่ชามอ่างแล้วตีให้เนียนอย่าตีนานมากเกินไป พอตีเนียนดีแล้ว เอาน้ำตาลใส่ลงไปตีใส่น้ำตาลทีละ 1/3ถ้วยนะคะ ตีไปจนน้ำตาลหมด ใช้พายยางปาดๆขอบอ่างด้วย
2.ต่อไปใส่ไข่ ใ่ส่ทีละฟองนะคะ ความเร็วของเครื่องที่ใช้ตีนี้ปานกลางค่อนข้างต่ำค่ะ
3.จากนั้นก็ใส่เฮฟวี่ครีม sour cream วานิลา เลมอนแอ๊คแทรค ตีให้เข้ากันค่ะ ตอนที่ตักส่วนผสมให้เข้ากันนี้ ทำๆหยุดๆด้วยนะคะ ใช้พายยางปาดตรงก้นขึ้นมาด้วย เผื่อมีครีมติดอยู่ก้นโถนะคะ ลืมบอกไปค่ะว่าถ้าหาsour cream ไม่ได้ให้ใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติแทนได้ค่ะ
4.เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีแล้วก็เทใส่พิมพ์ขนาด 9 นิ้ว อย่าลืมทาขอบๆพิมพ์ด้วยเนยนะคะ เอาใส่เตาอบชั้้นกลางของเตาอบ อบนาน 55 นาทีถึง 1 ชม.พออบเสร็จอย่าเพิ่งด่วนเอาชีสเค้กออกจากเตาอบ แค่ปิดเตาอบ แล้วแง้มๆเตาอบเปิดไว้นานประมาณ 1 ชม.ก่อนที่จะเอาเค้กออกมาตั้งข้างนอกให้อยู่ในอุณหภูมิห้องอีกทีนะคะ หน้าเค้กจะได้ไม่แตกค่ะ พอพักไว้เย็นอุณหภูมิห้องแล้วก็เอาใส่ตู้เย็นไว้ ให้เค้กอยู่ตัวอีก อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนจะตัดเค้กมาทานค่ะ
                                                           เค้กชอคโกแลต

ส่วนผสมตัวเค้กส่วนที่ 1

- แป้งเค้ก 80 กรัม
- ผงฟู 1/4 ช้อนชา
- เบคกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา
- กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
- เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
- ผงโกโก้ 25 กรัม
- น้ำตาลทรายป่น 90 กรัม

ส่วนผสมตัวเค้กส่วนที่ 2

- น้ำ 50 กรัม
- นมข้นจืด 25 กรัม
- น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
- น้ำมันพืช 65 กรัม
- ไข่แดง 2 ฟอง

ส่วนผสมตัวเค้กส่วนที่ 3

- ไข่ขาว 2 ฟอง
- น้ำตาลทราย 45 กรัม
- ครีมออฟทาทาร์ 1/4 ช้อนชา

วิธีทำตัวเค้ก
นำส่วนผสม 1 ได้แก่ แป้งเค้ก น้ำตาลทรายป่น ผงโกโก้ โซดา ผงฟู ร่อนร่วมกัน 2 ครั้งคะ ถ้าใช้วนิลลาแบบผงก็ร่อนรวมกันไปเลย แต่ใช้แบบน้ำใส่ทีหลังคะ เกลือป่นใส่หลังจากร่อนของแห้งอื่น ๆ แล้วนะคะ เพราะมันค่อนข้างเม็ดใหญ่ แล้วเอาช้อนให้เข้ากัน ทำหลุมตรงกลางไว้ค่ะ

แล้วนำของเหลว (2) ที่ผสมกันไว้เทใส่ชามผสมของแห้ง (1) ค่ะ แล้ว เอาตะกร้อมือคนแบบน้ำเซาะตลิ่งให้เข้ากัน หรือจะคนแบบแรง ๆ เร็ว ๆ ก็ได้คะ พอเข้ากันแล้วหยุดเลย ถ้าคนมากเนื้อเค้กที่ได้เหนียวคะ แล้วพักไว้ก่อนคะ

มาถึงส่วนผสมที่ 3 บ้างค่ะ ไข่ขาวและครีมออฟทาร์ทาร์ใส่ชามผสม ตีด้วยความเร็วสูงจนเป็นฟอง ใส่น้ำตาลทรายป่นลงไปแล้วตีต่อด้วยความเร็วสูงค่ะ ใส่ทีละช้อนนะ ประมาณ 3 ครั้งค่ะ จนตั้งยอดอ่อนก่อนที่จะแข็ง แล้วหยุดค่ะ

นำส่วนของไข่ขาวไปผสมกับส่วนของไข่แดงที่เราผสมกันไว้เมื่อกี้ แบ่งผสม 2 ครั้งนะ ใช้ตะกร้อมือส่วนผสมจะเข้ากันง่ายกว่าไม้พายนะคะ ถ้าตีไข่ขาวตั้งยอดมากไป ผสมกว่าจะเข้ากันใช้เวลานานนะคะ ไม่ดี เนื้อเค้กก็จะหยาบแห้งด้วย ก็ผสมกันจนหมดนะคะ พอผสมเข้ากันดีแล้วเทใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้คะ เคาะก้นพิมพ์เบา ๆ ไล่ฟองอากาศออกไปค่ะ นำเข้าเตาอบได้เลยค่ะ

เค้กสุกนำออกมา กระแทกพิมพ์ให้โครงสร้างอยู่ตัว 1 ที รอเย็นนำออกจากพิมพ์ค่ะ คราวนี้มาทำหน้านิ่มกันค่ะส่วนผสมหน้าเค้ก
ส่วนที่1
- ผงวุ้น 1 ช้อนชา
- น้ำ 300 กรัม
- นมข้นจืด 200 กรัม
- น้ำตาลทราย 200 กรัม
- โกโก้ 50 กรัมส่วนที่2
- แป้งข้าวโพด 40 กรัม
- นมข้นจืด 150 กรัมส่วนที่3
- เนยสด 150 กรัมวิธีทำหน้านิ่มนำ น้ำ, น้ำตาลทราย, นมข้นจืดส่วนที่ 1 (200 กรัม), ผงโกโก้ และผงวุ้น ใส่หม้อรวมกันเลยค่ะ เอาตะกร้อมือคนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันก่อนค่ะส่วนของ แป้งข้าวโพดและนมข้นจืดส่วนที่ 2 รวมกันให้เข้ากันนำไปตั้งไฟอ่อนๆ แต่ก็ไม่อ่อนเสียสีเดียว มากกว่าอ่อนหน่อยค่ะ เอาตะกร้อมือคนตลอด ให้น้ำตาลทรายและผงวุ้นละลาคนไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมเดือดนะคะแล้วก็เทแป้งข้าวโพดที่ละลายรวมกับนมข้นจืดลงไป ก่อนเทเขย่าๆ อีกทีคะ ตอนนี้ต้องลดไฟลงอ่อนค่ะ ใช้ตะกร้อมือคนตลอด ส่วนผสมจะข้นขึ้น ห้ามหยุดมือค่ะ

ใส่เนยสดที่หั่นชิ้นเล็กลงไปคะ ถ้าใส่รัมใส่ตอนนี้เลยคะ คนให้เนยละลาย ปิดเตาเลยคะ
จากนั้นก็คนด้วยตะกร้อมือต่อให้หน้านิ่มอุ่น ห้ามหยุดคน มันจะ set ตัวเป็นลิ่มๆ หยอดแล้วไม่สวยคะ

เมื่อเค้กเย็นแล้วนำออกจากพิมพ์ slice เป็นกี่ชั้นตามต้องการ

                                                                                                                                           เค้กเนยสด(บัตเตอร์เค้ก)



ส่วนผสม:

  • แป้งเค้ก
  • ไอส์ซิ่ง หรือนำน้ำตาลไปปั่นในโถแห้ง
  • นมสดรสจืด
  • ไข่ไก่สด
  • เนยละลาย
  • โอวาเล็ต (ทำให้เค้กมีเนื้อเนียนละเอียด)
  • กลิ่น นม-เนย
  • เกลือ
  • ผงฟู
ขั้นตอนการทำ:
  1. ร่อนของแห้งทั้งหมดลงผสมให้เข้ากัน
  2. นำสวนผสมทั้งหมดมาตีให้เข้ากันยกเว้นเนยละลาย ตีจนส่วนผสมเป็นสีเหลืองออน
  3. ค่อยๆใส่เนยละลาย
  4. เทลงใส่พิมพ์ เข้าเตาอบอุณหภูมิ 180 องศา ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ขึ้นอยู่กับขนาด
  5. นำออกมาพักรอให้เย็น พร้อมรับประทาน

ที่มา http://lovekanomcake.blogspot.com/

อุปกรณ์ที่ใช้ทำเค้ก

ที่กดเค้ก
ที่แบ่งเค้ก
ที่แยกไข่ขาว ไข่แดง
ที่ร่อนแป้ง
ที่สไลด์เค้ก
แท่นหมุนสำหรับแต่งเค้ก
แปรง ใช้สำหรับปัดเศษเค้ก
พิมพ์ขนมสำหรับอบ ทาร์ต
พิมพ์เค้กขนาด ครึ้งปอนด์ 1 ปอนด์ 2 ปอนด์ และ 3 ปอนด์
พิมพ์ถอดก้น สำหรับใช้ทำมูสเค้ก ชีสเค้ก
ไม้สำหรับคลึงแป้ง สำหรับทำขนมปัง
ร่ม สำหรับบีบกุหลาบ
สปริงฟอร์ม พิมพ์เค้กแบบล็อคข้าง
สปาร์ตูลาร์ (บน) ใช้สำหรับปาดเค้กให้เรียบ มีดฟันเลื่อย (ล่าง) ใช้สำหรับตัดเค้ก
อุปกรณ์ที่ใช้ในการแต่งเค้กก็เช่นหัวบีบเบอร์ต่างๆ
ที่มา  http://kanom-cake.blogspot.com/2008/10/blog-post_26.html

ประเภทของขนมเค้ก

1. เค้กเนย (butter cake)
เป็นเค้กที่มีไขมันสูง การขึ้นฟูของเค้กประเภทนี้เกิดจากอากาศที่ได้จากการตีเนยกับน้ำตาล โดยไขมันจะเก็บอากาศไว้ ซึ่งจะขยายตัวในระหว่างการอบ เค้กประเภทนี้ได้แก่ ไวท์เค้ก ช็อกโกแลตเค้ก ฟรุ้ตเค้ก
เค้กไข่ (unshortened cake หรือ Foam – type cake) เป็นเค้กที่ไม่มีไขมันในส่วนผสม เนื้อเค้กและปริมาตรของเค้กขึ้นอยู่กับการขยายตัวของไข่ขาวที่นำมาตีจนเป็น ฟองซึ่งจะเก็บอากาศเข้าไว้ในระหว่างการตีไข่ ทำให้เค้กขยายตัวหรือขึ้นฟูในระหว่างการอบ การทำเค้กประเภทนี้ควรทำด้วยความระมัดระวัง เพราะฟองที่เกิดจากการตีไข่ขาวนั้นอ่อนตัว ไม่เหมือนเค้กเนย เค้กประเภทนี้แบ่งได้ 2 ประเภท
 
 

2. เค้กสปองจ์ (Sponge cake)
เค้กชนิดนี้ขึ้นฟูด้วยไข่ คุณภาพของไข่จะมีผลต่อการทำสปันจ์เค้กมาก ไข่ที่สดและใหม่จะมีความคงตัวกว่า ไข่อุณหภูมิห้องจะตีได้ปริมาณที่มากกว่าไข่ที่เย็น เค้กนี้จะนำส่วนผสมทุกอย่างยกเว้นเนยละลายตีรวมกันโดยเพิ่มสารเสริมคุณภาพ ตีจนส่วนผสมขึ้นฟูจึงใส่เนยละลาย

3. เมอแรงก์เค้ก (merinque cake) 

         เค้กกลุ่มนี้ใช้เฉพาะไข่ขาวเพียงอย่างเดียว เนื้อเค้กจะเบาๆ เช่น แองเจิลเค้ก
เค้ก ชิฟฟอน (Chiffon Cake หรือ Combination Type Cake) เค้กที่มีลักษณะผสมของเค้กเนยและเค้กไข่ คือ มีโครงสร้างที่ละเอียดของเค้กไข่ และมีเนื้อเค้กที่มันเงาของเค้กเนย ต่างจากเค้กเนยตรงชิฟฟอนเค้กใช้น้ำมันพืชแทนเนยหรือมาการีนในเค้กเนยและวิธี การทำผสมระหว่างเค้กเนยและเค้กไข

 4. ชีสเค้ก (Cheesecake) 
      เป็นขนมที่มีส่วนผสมหลักคือ ครีมขีส ไข่ น้ำตาล นม ผสมให้เข้กัน แล้วนำไปใส่ครัสต์ หรือจานขนมปังอบกรอบบด จริง ๆ แต่ที่ไม่เรียกว่าชีสพายเพราะไม่ต้องนำไปอบ

 
ที่มา http://thitapa13.exteen.com/20110221/entry-2

ประวัติขนมเค้ก

refresherthai cake

          ประวัติเริ่มจากปี 1843 คุณอัลเฟรด เบิร์ด (Alfred Bird 1811-1878) นักเคมีชาวอังกฤษได้ค้นพบ “ผงฟู” หรือ “baking powder” ทำให้เขาสามารถทำขนมปังชนิดที่ไม่มียีสต์ให้กับภรรยาของเขา อลิซาเบธ (Elizabeth) ได้เป็นครั้งแรกเนื่องจากภรรยาของเขาเป็นโรคภูมิแพ้เกี่ยวกับ ไข่ และ ยีสต์

          ในราวศตวรรษที่ 13 มีการค้นพบหลักฐานการอบขนมเค้กขั้นแอดวานซ์ที่เก่าแก่ที่สุดจากชาวอียิปต์ โบราณโดยมักจะเป็นรสชาติของเค้กผลไม้ และGinger bread รูปแบบเค้กทรงกลมที่เราเห็นกันทุกวันนี้ เริ่มราวกลางศตวรรษที่ 17 ในยุโรป ซึ่งเป็นช่วงที่มีพัฒนาการของเตาอบ แบบพิมพ์ขนมและน้ำตาลทราย รสชาติที่นิยมก็ยังเป็นรสผลไม้้

Cake

          ย้อนหลังจากวันนี้ไปประมาณ 60 ปี ธุรกิจขนมอบในเมืองไทยไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายเหมือนในปัจจุบัน จนไม่อาจเรียกว่าเป็นธุรกิจได้ ขนมปัง ขนมเค้ก คุกกี้ ก็ไม่ได้เป็นที่คุ้นเคยของคนทั่วไป จะมีก็เพียงคนกลุ่มหนึ่งซึ่งได้รับอารยธรรมตะวันตกมาก่อน และผู้ที่มีความใกล้ชิดกับชาวต่างประเทศที่เข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทยที่ รู้จักขนมอบ และมีร้านขนมอบเพียงไม่กี่ร้าน เพราะธุรกิจขนมอบในสมัยนั้นแคบมาก ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย

          ต่อมาคนไทยโดย เฉพาะคนกรุงเทพฯ เริ่มรู้จักขนมอบมากขึ้นเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ประเทศไทยเริ่มเป็นที่รู้จักของประเทศต่างๆ มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น มีชาวต่างประเทศเข้ามาเมืองไทยทั้งนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว ทำให้ธุรกิจโรงแรมขยายตัว จึงต้องผลิตอาหารประเภทขนมอบชนิดต่าง ๆ ขึ้นเช่นขนมปัง เค้ก เพสตรี้เพื่อบริการลูกค้าชาวต่างประเทศที่ไม่คุ้นเคยอาหารไทย และนอกจากจะผลิตเพื่อบริการลูกค้าแล้ว โรงแรมยังมีบริการรับจัดเลี้ยงให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งของรัฐและเอกชน โดยมีการจัดประชุมสัมมนา งานพิธีมงคลสมรส งานวันเกิด และการจัดเลี้ยงสังสรรค์ ด้วยเหตุนี้ผลิตภัณฑ์ขนมอบจึงเป็นที่รู้จักและแพร่หลายมากขึ้น

Cake คนไทย

          ในขณะเดียวกันก็มีร้านเบเกอรี่ที่ผลิตขนมปัง ขนมเค้ก ขนมต่าง ๆ ออกขาย ธุรกิจขนมอบเริ่มจัดว่าเป็นธุรกิจได้เมื่อสมัยสงครามเวียดนาม ประมาณ 30 กว่าปีมาแล้วประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นที่พักของทหารอเมริกัน ช่วงนั้นกิจการขนมอบเริ่มขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากความต้องการอาหารประเภทนี้สูง จนถึงกับมีผู้คิดโรงโม่แป้งสาลีขึ้นในประเทศไทย และต่อมามีโรงโม่แป้งสาลีเพิ่มขึ้นอีก 23 แห่งแต่ละโรงโม่ก็ผลิตแป้งสาลียี่ห้อต่าง ๆ ออกจำหน่ายพร้อมกับมีการสาธิตการทำผลิตภัณฑ์ จัดการฝึกอบรมแนะนำลูกค้าผู้ใช้แป้งสาลีและผู้ประกอบกิจการขนมอบซึ่งมี ปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้สามารถนำแป้งไปใช้ทำผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีความถูกต้อง นับว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้แป้งสาลีเป็นอย่างยิ่ง

          เมื่อสงคราม เวียดนามสิ้นสุดลง ธุรกิจขนมอบก็ยังดำเนินต่อไป และขยายตัวเพิ่มมากขึ้น คนไทยเริ่มบริโภคขนมปัง ขนมเค้ก คุกกี้ พาย พัฟ ฯลฯ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ขนมอบมากขึ้น นักธุรกิจหลายรายเริ่มมองเห็นลู่ทางในการลงทุนทำธุรกิจนี้ เนื่องจากเห็นว่าผลิตภัณฑ์ขนมอบเข้ามามีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของคนไทย มากขึ้น

Cake

          นอกจากนั้นยังมีหน่วยงานต่าง ๆ เช่น วิทยาลัยสารพัดช่าง วิทยาลัยการอาชีพ วิทยาลัยอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงเรียนของเอกชน ที่เปิดสอนด้านขนมอบ ได้ช่วยกันเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับขนมอบมากขึ้น พร้อมกับมีตำราการฝึกปฏิบัติทำขนมอบ มีประชาชนให้ความสนใจมาฝึกอบรมรับความรู้ เพื่อไปประกอบเป็นอาชีพ หรือทำบริโภคเองภายในครอบครัว

          ความเป็นมาของเค้กแต่งงาน

          ในสมัยโบราณ เจ้าสาวจะไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสขนมเค้กแต่งงานเลย เนื่องจากเค้กแต่งงานในยุคเริ่มแรกนั้น ทำขึ้นเพื่อ “ปา” ใส่เจ้าสาว เค้กแต่งงานมีพัฒนาการในฐานะที่เป็นหนึ่งในบรรดาสัญลักษณ์แห่งความอุดม สมบูรณ์ที่จะขาดเสียมิได้ในพิธีแต่งงาน ในยุคที่ผ่าน ๆ มา ผู้คนจะคาดหวังว่า บุตรสืบสกุลจะติดตามมาทันทีภายหลังการแต่งงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่แน่นอนพอ ๆ กับมีกลางวันแล้วต้องมีกลางคืน

Cake แต่งงาน

          ข้าวสาลีซึ่งถือกัน มานานแล้วว่า เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์และความเจริญรุ่งเรือง เป็นเมล็ดธัญพืชที่ใช้โปรยใส่เจ้าสาวตามพิธีการ หญิงสาวที่ยังไม่มีคู่ครองจะแย่งกันเก็บเมล็ดข้าวสาลีเพื่อเป็นเครื่อง ประกันว่า พวกเธอก็จะได้แต่งงานในไม่ช้า การแย่งเมล็ดข้าวสาลีนี้มีคตินิยมเช่นเดียวกับการแย่งช่อดอกไม้ของเจ้าสาวใน ยุคปัจจุบัน

          ช่างทำขนมชาว โรมันซึ่งมีฝีมือการอบขนมเป็นที่ยกย่องเลื่องลือ เป็นผู้เปลี่ยนแปลงประเพณีปฏิบัติดังกล่าว โดยเมื่อราว 100 ปีก่อนคริสต์ศักราช พวกช่างทำขนมได้ริเริ่มอบขนมเค้กชิ้นเล็กๆ มีรสหวาน ทำจากข้าวสาลีเพื่อใช้รับประทานในงานแต่งงานแทนที่จะใช้ “ปา” อย่างไรก็ดี แขกที่มาร่วมงานไม่ค่อยชอบใจนักที่อดสนุกกับการโปรยเมล็ดข้าวสาลีใส่เจ้าสาว จึงมักจะโยนเค้กชิ้นเล็ก ๆ นี้แทน

          กวีและปราชญ์ชาวโรมัน ชื่อ ลูครีเชียส บันทึกไว้ว่าพัฒนาการของการโยนขนมเค้กใส่เจ้าสาวลดความ “รุนแรง” ลงโดยเปลี่ยนเป็นการละเลงขนมลงบนศีรษะของเจ้าสาว และเพื่อสืบทอดความหมายในเชิงสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์คู่บ่าวสาวต้องรับ ประทานส่วนของขนมที่ถูกละเลงแล้วร่วมกันด้วย

          ประเพณีปฏิบัตินี้ แพร่หลายไปทั่วยุโรปตะวันตก ในประเทศอังกฤษเมื่อคู่บ่าวสาวรับประทานขนมแล้ว ต้องจิบเหล้าชนิดพิเศษซึ่งเรียกกันว่า “เหล้าเจ้าสาว” ตามด้วยพิธีโยนเค้กแต่งงานเพื่อเป็นเครื่องหมายให้คู่บ่าวสาว “มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง” นั้นเปลี่ยนแปลงไปอีกในสมัยกลางตอนต้น เมื่อเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง เมล็ดข้าวสาลีดิบถูกนำกลับมาใช้โปรยใส่เจ้าสาวอีกครั้งหนึ่ง ขนมเค้กซึ่งเคยอบอย่างพิธีพิถันก็เปลี่ยนเป็นเพียงขนมปังกรอบ หรือขนมปังก้อนเล็ก ๆ ชนิดนุ่มรสหวานที่เรียกว่า “สคอน” (scone) เพื่อรับประทานร่วมกันในงานแต่งงาน แขกที่มาร่วมงานก็จะอบขนมกันมาเอง ส่วนที่เหลือจะนำไปแจกจ่ายให้คนยากจน ประเพณีปฏิบัติที่ประหยัดเรียบง่ายนี้เอง เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยความช่างประดิษฐ์ประกอบกับการดูแคลนทุกสิ่งที่เป็นอังกฤษของชาวฝรั่งเศส กลับเป็นที่มาของเค้กแต่งงานเป็นชั้น ๆ ซึ่งหรูที่สุด

Cake     Scone          ตำนานเล่าว่า ทั่วทุกแห่งในเกาะอังกฤษจะถือเป็นธรรมเนียมที่จะนำขนมปังกรอบ และสคอน ซึ่งแขกนำมาช่วยงานวางซ้อน ๆ กันเป็นกองใหญ่มหึมายิ่งกองสูงเท่าใดยิ่งดี เพราะถือกันว่าความสูงของกองขนมชี้ถึงความเจริญรุ่งเรืองของคู่สมรสในอนาคต และเป็นธรรมเนียมอีกว่า เจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องแลกจุมพิตกันบนกองขนม

          ในช่วงค.ศ. 1660-1669 ระหว่างสมัยของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 พ่อครัวชาวฝรั่งเศสคนหนึ่ง ได้ไปเที่ยวกรุงลอนดอนและเห็นพิธีการ “กองเค้ก” พ่อครัวคนนี้รู้สึกใจหายใจคว่ำกับลักษณะที่คนอังกฤษเรียงขนมเค้กซ้อน ๆ กันและบ่อยครั้งที่กองขนมพังครืนลงมา เขาจึงได้ความคิดที่จะทำขนมเค้กก้อนใหญ่เป็นชั้น ๆ เคลือบด้วยน้ำตาลไอซิง ซึ่งให้ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจเหมาะกับพิธีแต่งงาน มากกว่ากองภูเขาขนมปังกรอบที่แสนจะธรรมดา หนังสือพิมพ์อังกฤษในสมัยนั้นพากันประสานเสียงวิพากษ์วิจารณ์ความฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่ายของชาวฝรั่งเศส

          แต่ปรากฏว่าก่อนจะ สิ้นสุดศตวรรษที่ 17 ช่างทำขนมชาวอังกฤษก็พร้อมใจกันทำขนมเค้กแต่งงานก้อนมหึมาเป็นชั้น ๆ บริการให้แก่บรรดาลูกค้าของพวกเขา เค้กแต่งงานโดยส่วนใหญ่จะมีขนาดใหญ่ มีรูปร่างเป็นชั้นๆเรียงกันขึ้นไป และมีการตกแต่งอย่างสวยสดงดงามด้วยครีมและน้ำตาลแต่งหน้าเค้ก ซึ่งในบางครั้งอาจมีการนำอัลมอนด์มาเป็นส่วนผสมในการทำ โดยส่วนยอดของขนมเค้กนั้นมักประดับด้วยตุ๊กตาแทนตัวบ่าวสาว หรือในบางความคิดอาจใช้เป็นรูปนก รูปแหวนทอง หรือรูปเกือกม้า ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี และความเจริญรุ่งเรืองสำหรับคู่บ่าวสาว ซึ่งลักษณะของเค้กแต่งงานที่ดีจะต้องมีเนื้อแน่นสามารถรับน้ำหนักของชั้น เค้กที่ตกแต่งอย่างสวยงามได้และที่สำคัญยังต้องรับประทานได้และอร่อยอีกด้วย สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยทักษะ ฝีมือความคิดสร้างสรรค์และความปราณีตเป็นอย่างมากจากพ่อครัว หรือผู้ทำขนม

Wedding Cake

 

          ส่วนประเพณีการตัดเค้กนั้น โดยส่วนใหญ่เจ้าสาวจะต้องเป็นคนตัดเค้กเอง โดยที่เจ้าบ่าวมีหน้าที่แค่คอยช่วยเหลือ ซึ่งในประเพณีโบราณ ฝ่ายเจ้าสาวจะต้องตัดเค้กแล้วนำขนมเค้กที่ตัดแล้วไปมอบให้แก่บุคคลต่างๆ ในครอบครัวของเจ้าบ่าวเพื่อแสดงความเคารพ และแสดงให้เห็นว่าเธอกำลังจะก้าวเข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวเจ้า บ่าวนับจากนี้เป็นต้นไป อีกทั้งยังมีประเพณีที่ให้คู่บ่าวสาวป้อนเค้กให้กันและกัน คือการสื่อความหมายถึงการเริ่มต้นชีวิตครอบครัวซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องสร้าง ครอบครัวใหม่ด้วยกัน และเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่จะต้องดูแลกันและกันตลอดไป หลังตัดเค้กเป็นชิ้นๆแล้วฝ่ายบ่าวสาวก็จะแบ่งเค้กเหล่านั้นให้กับผู้ที่มา ร่วมพิธีได้รับประทานกันซึ่งอาจจะรับประทานเลยหรือนำกลับบ้านไปฝากบุคคลที่ ไม่ได้มาร่วมงานก็อาจเป็นได้ ซึ่งในประเพณีโบราณเชื่อว่า หากเพื่อนเจ้าสาวคนไหนอยากฝันเห็นเนื้อคู่ของคนในอนาคต ให้นำเค้กแต่งงานไปไว้ใต้หมอนหรือข้างหมอนแล้วนอนหลับ สาวคนนั้นจะฝันเห็นคู่ชีวิตของตน

          หลังจากวันแต่งงานของ คู่บ่าวสาวในยุโรปนิยมเก็บเค้กชั้นบนสุดไว้แล้วนำออกมารับประทานใหม่ในวัน ครบรอบแต่งงานหนึ่งปีและการฉลองอีกครั้งก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องการให้กำเนิด เจ้าตัวน้อย เพราะเหตุนี้เค้กบางส่วนในพิธีแต่งงานอาจจะถูกเก็บไว้กินเพื่อฉลองในวันครบ รอบแต่งงานของบ่าวสาวในปีถัดๆ ไปใช้ฉลองในวันที่คลอดลูกคนแรกแต่โดยส่วนใหญ่จะใช้ในพิธีตั้งชื่อบุตรตาม หลักศริสต์ศาสนา ซึ่งจะเก็บรักษาเค้กด้วยการนำเข้าช่องแช่แข็งเอาไว้ ส่วนใหญ่จะเก็บชั้นบนสุดของเค้กที่มักจะตกแต่งด้วยผลไม้ซึ่งสามารถเก็บรักษา เอาไว้ได้เป็นระยะเวลานานด้วยการแช่แข็ง (ในสมัยก่อนวิธีการรักษาเค้กให้เก็บไว้ได้เป็นระยะเวลานานๆ ก็คือการใช้น้ำตาลในปริมาณมากๆ เป็นส่วนผสมในการทำและแต่งหน้าเค้ก เพื่อเพิ่มความหนาแน่นและลดช่องว่างไม่ให้อากาศเข้าไปในเนื้อเค้ก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เค้กหมดอายุหรือเสียเร็วขึ้น)

          ความหมายของเค้กสีขาว

White Cake

 

          เค้กมีความเกี่ยวข้องอย่าง มากกับเจ้าสาว เนื่องจากโดยส่วนใหญ่สีของเค้กจะเหมือนหรือเข้ากับสีชุดของเจ้าสาวด้วย หากย้อนไปดูในสมัยวิคตอเรีย เค้กที่ใช้ในพิธีแต่งงานก็เป็นสีขาวแต่ไม่ใช่เป็นเพราะความเชื่อ แต่เพราะการทำขนมเค้กเป็นสีต่างๆ ในสมัยก่อนนั้นทำได้ยากเนื่องจากส่วนผสมทุกอย่างเป็นสีขาวหมด แต่ถึงกระนั้นในความเชื่อของคนส่วนใหญ่ ขนมเค้กแต่งงานต้องเป็นสีขาว เนื่องจากสีขาวสื่อถึงความรักที่บริสุทธิ์ และความเชื่อที่ว่าเค้กสีขาวเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่มั่นคงก็ยังคงเชื่อ ถือกันอยู่จนถึงปัจจุบัน

ที่มา http://www.refresherthai.com/Article/cakeHistory.php

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.